ปรึกษาแพทย์
กลับสู่หน้าหลักHEALTH BLOG

ต่อมลูกหมากโต vs มะเร็งต่อมลูกหมาก: ความแตกต่างที่ควรรู้

ทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างโรคต่อมลูกหมากโตและมะเร็งต่อมลูกหมาก เพื่อความสบายใจและการดูแลรักษาที่ถูกต้อง

ต่อมลูกหมากโต vs มะเร็งต่อมลูกหมาก: ความแตกต่างที่ควรรู้

โรคต่อมลูกหมากโตและมะเร็งต่อมลูกหมากเกี่ยวข้องกันหรือไม่?

แม้ว่าทั้งสองโรคจะเกิดที่ต่อมลูกหมากและอาจทำให้เกิดอาการทางปัสสาวะที่คล้ายคลึงกัน แต่ทั้งสองเป็นโรคที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โรคต่อมลูกหมากโต (BPH) เป็นภาวะที่เซลล์แบ่งตัวเพิ่มขึ้นโดยไม่ใช่เนื้อร้าย แต่มะเร็งต่อมลูกหมากเกิดจากการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ที่สำคัญคือการเป็นโรคต่อมลูกหมากโตไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยอาจพบทั้งสองโรคนี้พร้อมกันได้

ความแตกต่างของอาการที่พบ

1

1. การเริ่มมีอาการ: BPH มักทำให้เกิดอาการทางปัสสาวะที่สังเกตได้ตั้งแต่ระยะแรกเนื่องจากการกดทับท่อปัสสาวะ แต่มะเร็งต่อมลูกหมากมักไม่มีอาการใดๆ ในระยะเริ่มต้น

2

2. ตำแหน่งที่เกิดโรค: BPH มักเกิดที่บริเวณส่วนกลางของต่อมลูกหมากที่ล้อมรอบท่อปัสสาวะ แต่มะเร็งมักเริ่มก่อตัวที่บริเวณผิวด้านนอกของต่อมลูกหมาก

3

3. การดำเนินโรค: อาการของ BPH จะแย่ลงอย่างช้าๆ แต่ไม่แพร่กระจาย แต่มะเร็งต่อมลูกหมากหากปล่อยไว้สามารถแพร่กระจายลุกลามไปยังกระดูกและอวัยวะอื่นๆ ได้

4

4. ค่า PSA ในเลือด: ทั้งสองโรคสามารถทำให้ค่า PSA สูงขึ้นได้ นี่คือเหตุผลว่าทำไมเมื่อค่า PSA สูงจึงต้องมีการตรวจเพิ่มเติมเช่น MRI หรือการเจาะชิ้นเนื้อ

วิธีการแยกโรคและการวินิจฉัยที่แม่นยำ

การตรวจคลำผ่านทางทวารหนัก (DRE)

แพทย์จะสามารถคลำสัมผัสผิวของต่อมลูกหมากได้ BPH มักมีผิวเรียบและโตขึ้น แต่มะเร็งอาจคลำพบก้อนแข็ง ผิวขรุขระ หรือผิดรูป

การตรวจค่า PSA ในเลือด

แม้จะไม่สามารถฟันธงมะเร็งได้ 100% แต่การติดตามอัตราการเพิ่มขึ้นของค่า PSA และสัดส่วน Free/Total PSA ช่วยในการแยกแยะความเสี่ยงได้มาก

การทำ MRI ต่อมลูกหมาก

การสแกนด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความละเอียดสูง (Multiparametric MRI) สามารถมองเห็นรอยโรคที่ต้องสงสัยและแยกความแตกต่างจากการโตแบบปกติได้

การเจาะชิ้นเนื้อ (Biopsy)

วิธีเดียวที่จะยืนยันมะเร็งต่อมลูกหมากได้อย่างแน่นอนที่สุดคือการนำชิ้นเนื้อไปตรวจหาเซลล์มะเร็งภายใต้กล้องจุลทรรศน์

นัดหมายปรึกษาแพทย์